แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การหลุดพ้นคืออะไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การหลุดพ้นคืออะไร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การหลุดพ้นคืออะไร



การหลุดพ้นคืออะไร


การหลุดพ้น ในทางพระพุทธศาสนานั้น

คือ การพ้นจากทุกข์ พ้นจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน

พ้นออกไปจากการเวียนว่ายตายเกิด



วิธีทำให้หลุดพ้น


วิธีที่จะทำให้หลุดพ้นได้นั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า

คือการดำเนินตามองค์มรรคแปด

คือ

สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ

สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ

สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ


องค์มรรคแปดนี้ คือ ธรรมที่เป็นเหตุแห่งการฆ่ากิเลส

และเข้าถึงพระนิพพาน



องค์มรรคแปด


องค์มรรคแปด กล่าวโดยละเอียดคือ


(
๑)

สัมมาทิฏฐิ

การเห็นแจ้งในอริยสัจจ์ ๔ โดยกิจทั้ง ๔

ก.

การเห็นแจ้งในทุกสัจจะโดยปริญญากิจ

(
คือ โดยการกำหนดรู้ทุกข์)

ข.

การเห็นแจ้งในสมุทยสัจจะโดยปหานกิจ

(
คือ โดยการละหรือการประหารเหตุให้เกิดทุกข์)

ค.

การเห็นแจ้งในนิโรธสัจจะโดยสัจฉิกรณกิจ

(
คือ โดยการกระทำพระนิพพานให้แจ้ง)

ง.

การเห็นแจ้งในมรรคสัจจะโดยภาวนากิจ

(
คือ โดยการกระทำให้องค์มรรคแปดมีขึ้น เกิดขึ้น)


(
๒)

สัมมาสังกัปปะ

ก. ความดำริที่ออกจากกามคุณอารมณ์ (นิกฺขมสงฺกปฺป)

ข. ความดำริที่ประกอบด้วยเมตตา (อพฺยาปาทสงฺกปฺป)

ค. ความดำริที่ประกอบด้วยกรุณา (อวิหิงฺสาสงฺกปฺป)


(
๓)

สัมมาวาจา

การเว้นจากวจีทุจริต ๔

(
การพูดโกหก พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด)

ที่ไม่เกี่ยวกับการงานอาชีพ


(
๔)

สัมมากัมมันตะ

การเว้นจากกายทุจริต ๓

(
การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม)

ที่ไม่เกี่ยวกับการงานอาชีพ


(
๕)

สัมมาอาชีวะ

การเว้นจากวจีทุจริต ๔ และกายทุจริต ๓

ที่เกี่ยวกับอาชีพ


(
๖)

สัมมาวายามะ

ความเพียรที่ดำเนินไปตามสัมมัปธานทั้ง ๔

(
สัมมัปธาน ๔ คือ

การพยายามละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

การพยายามไม่ให้อกุศลธรรมใหม่เกิด

การพยายามให้กุศลธรรมใหม่ๆ เกิด

การพยายามให้กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป)


(
๗)

สัมมาสติ

การมีสติตามสติปัฏฐานสี่


(
๘)

สัมมาสมาธิ

ความตั้งมั่นในอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน

(
อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานคือ รูปกับนาม)


เหล่านี้ คือเรื่องของการหลุดพ้นของสรรพสัตว์ทั่วๆ ไป


แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ก็ต้องหลุดพ้นจากกิเลส

ด้วยทางเส้นนี้เหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น

เพราะเป็นทางสายเดียว มีอยู่ทางเดียว


เพียงแต่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นต้องกระทำมาเอง

คือต้องบ่มเพาะบารมีเพื่อการตรัสรู้เอง

และต้องตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยไม่มีใครมาสอน

ส่วนการตรัสรู้ของเหล่าพระพุทธสาวกนั้น

ต้องอาศัยคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องชี้ทาง


ในการสร้างบารมีเพื่อให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น

ก็จะต้องบำเพ็ญ ทศบารมี ให้ถึงพร้อม

เหมือนกันหมดทุกพระองค์


ส่วนการแบ่งประเภทพระพุทธเจ้านั้น

ไม่เกี่ยวกับวิธีการหลุดพ้นซึ่งเหมือนๆ กันอยู่แล้ว

เรื่องประเภทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เป็นเรื่องเฉพาะของเหล่าพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ไม่สามัญแก่คนทั่วไปอื่นๆ เลย
:)


ประเภทของพระพุทธเจ้า


พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี ๓ ประเภท


(
๑)

พระปัญญาธิกพุทธเจ้า

ปัญญาธิกะ แปลว่า ผู้ยิ่งด้วยปัญญา อธิบายว่ามี

ปัญญายิ่งกว่าคุณธรรมอย่างอื่นทั้งสิ้น ส่วนคุณธรรมอย่างอื่น

เช่น สัทธา หรือวิริยะเป็นต้นก็มีอยู่พร้อมแต่น้อยกว่า หรืออ่อน

กว่าปัญญา


เรียกว่าพระปัญญาธิกพุทธเจ้านี้

สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าโดยมีปัญญานำหน้าเด่นกว่าอย่างอื่น

พระปัญญาธิกพุทธเจ้านี้

ใช้เวลาในการบำเพ็ญบารมีนับแต่ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก

เป็นเวลาทั้งสิ้น ๔ อสงไขยกำไรแสนกัปป์


(
๒)

พระสัทธาธิกพุทธเจ้า

สัทธาธิกะ แปลว่า ยิ่งด้วยศรัทธา คือมีศรัทธาแก่กล้า

แข็งกว่าคุณธรรมอย่างอื่นๆ เช่น ปัญญา หรือ วิริยะ

ก็มีอยู่พร้อมมูล แต่อ่อนกว่าหรือน้อยกว่าศรัทธา


เรียกว่าพระสัทธาธิกพุทธเจ้านี้

สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าโดยมีศรัทธานำหน้าเด่นกว่าอย่างอื่น

พระสัทธาธิกพุทธเจ้านี้

ใช้เวลาในการบำเพ็ญบารมีนับแต่ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก

เป็นเวลาทั้งสิ้น ๘ อสงไขยกำไรแสนกัปป์


(
๓)

พระวิริยาธิกพุทธเจ้า

วิริยาธิกะ แปลว่า ผู้ยิ่งด้วยวิริยะ คือ ยิ่งด้วยความเพียร

ความกล้าหาญ พระโพธิสัตว์ประเภทนี้มีวิริยะมากกว่า

หรือ เข้มแข็งกว่าคุณธรรมหรือคุณสมบัติอย่างอื่นทั้งหมด

ส่วนคุณสมบัติอย่างอื่นๆ เช่น ปัญญาและสัทธาก็มีอยู่แต่

น้อยกว่า หรืออ่อนกว่า